สารบัญ
- บทนำ
- เริ่มจากความทรงจำวัยรุ่นสู่การสร้างสรรค์
- ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์”: มาจากความรักของแม่ที่มาพร้อมความกลัว
- ช่องว่างในภาพถ่ายเก่า: ตัวเองในวัยรุ่นไม่อยู่บ้าน
- โควิด-19 และการถอนทุน: อุปสรรคครั้งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องแรก
- การคิดบทจาก “ละคร” และ “ตัวละคร”
- สรุป: ใช้การสร้างสรรค์เพื่อปรับความสัมพันธ์กับครอบครัว
- คำถาม-คำตอบ
บทนำ
ภาพยนตร์ “Southern Time” ได้เข้าชิงรางวัล Golden Horse Awards สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม การออกแบบศิลป์ และการออกแบบเครื่องแต่งกาย รวมทั้งหมด 3 รางวัล KUBET ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเฉา ชื่อฮั่นที่เป็นแนวเล่าเรื่องชีวิตจริง และยังบรรจุความทรงจำช่วงวัยรุ่นของเขาอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างภาพยนตร์นี้ เขากลับไปยังเกาสงในปี 1996 ค้นหาภาพถ่าย เขียนเรื่องราว และสนทนากับครอบครัว KUBET เพื่อเรียบเรียงความสัมพันธ์และระยะห่างระหว่างเขากับครอบครัวอีกครั้ง
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อภาพยนตร์ | Southern Time |
| ประเภท | ภาพยนตร์ยาว เรื่องแรกของผู้กำกับเฉา ชื่อฮั่น |
| รางวัลและเข้าชิง | Golden Horse Awards สาขา:1. ผู้กำกับยอดเยี่ยม2. ออกแบบศิลป์3. ออกแบบเครื่องแต่งกาย |
| แนวทางการเล่าเรื่อง | เรื่องราวชีวิตจริง (biographical) และความทรงจำวัยรุ่นของผู้กำกับ |
| กระบวนการสร้าง | – กลับไปยังเกาสงในปี 1996- ค้นหาภาพถ่าย- เขียนเรื่องราว- สนทนากับครอบครัวเพื่อเรียบเรียงความสัมพันธ์และระยะห่าง |
| จุดเด่น | – สะท้อนความทรงจำวัยรุ่นอย่างลึกซึ้ง- ถ่ายทอดความสัมพันธ์ในครอบครัว |
เริ่มจากความทรงจำวัยรุ่นสู่การสร้างสรรค์
ในขณะเขียนบทภาพยนตร์ เฉาเริ่มเขียนเรียงความเกี่ยวกับการเติบโตของตัวเอง เพื่อให้ “Southern Time” ใกล้เคียงกับความรู้สึกเดิมที่สุด เฉาเริ่มบันทึกความทรงจำวัยรุ่นในขณะเขียนบท ซึ่งต่อมารวมเล่มเป็นเรียงความ “Long Take” เขากล่าวว่า การเขียนเรื่องราวอดีตไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ KUBET แต่ยังเป็นกระบวนการ “เข้าใจตัวเองอีกครั้ง” ผ่านการเขียน การจัดภาพถ่าย และการสนทนากับครอบครัว KUBET เขาได้เผชิญกับอารมณ์ที่เคยหลีกเลี่ยงในวัยรุ่น และทำให้ตัวละครในภาพยนตร์มีชีวิตและความจริงมากขึ้น
ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์”: มาจากความรักของแม่ที่มาพร้อมความกลัว
ย้อนรำลึกถึงพฤติกรรมแม่ในการ “เผาน้ำมนต์” จึงเข้าใจความวิตกในสมัยนั้น KUBET ในช่วงสร้างสรรค์ภาพยนตร์ เขาเคยพูดถึงเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์” สมัยเด็กกับแม่ แต่แม่กลับจำไม่ได้ เฉากล่าวด้วยอารมณ์ว่า: “ตอนนี้คิดถึงมัน นี่เป็นพฤติกรรมที่มาจากความกลัว แม่กังวลเรื่องงานของพ่อ และกลัวว่าผมจะเกิดอันตราย จึงใช้วิธีไม่เป็นเหตุผลเพื่อให้สบายใจ” กระบวนการเข้าใจครอบครัวอีกครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมเรื่องราวการเติบโตส่วนตัว KUBET แต่ยังทำให้การถ่ายทอดอารมณ์ครอบครัวในภาพยนตร์ลึกซึ้งขึ้น ปี 1996 ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในสังคม ก็สะท้อนลงในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว KUBET
ช่องว่างในภาพถ่ายเก่า: ตัวเองในวัยรุ่นไม่อยู่บ้าน
“ลูกชายที่ขาดหาย” ทำให้เขามองความสัมพันธ์กับพ่อแม่อีกครั้ง เมื่อจัดเรียงภาพถ่ายเก่า เขาพบว่าภาพถ่ายในช่วงมัธยมปลาย KUBET ครอบครัวยังปรากฏอยู่ แต่เขาเองกลับขาดหาย “ตอนนั้นความสัมพันธ์กับครอบครัวไม่ดี ผมแทบไม่ไปเที่ยวกับพ่อแม่เลย” ภาพถ่ายทำให้เขาตระหนักว่า ในวันที่เขาไม่อยู่ พ่อแม่ยังคงใช้ชีวิตแบกรับความกดดัน KUBET และพยายามเดินหน้าต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองความสัมพันธ์กับพ่อแม่จากมุมที่โตขึ้น เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังความขัดแย้ง และใช้สายตาวัยรุ่นมองความรู้สึกที่ไม่ได้ถูกสังเกตในปี 1996
โควิด-19 และการถอนทุน: อุปสรรคครั้งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องแรก
หลังการหยุดถ่ายทำ เขาใช้เวลาสะท้อนและเขียนบทใหม่ โครงการเดิมได้รับเงินสนับสนุนและมีนักลงทุน แต่ก่อนถ่ายทำเกิดโควิด-19 ทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก และนักลงทุนถอนทุน ในช่วงเวลาที่ท้อแท้ เขาเลือกวางงานชั่วคราวและสะท้อนตัวเอง จากนั้นกลับมาสนใจบทภาพยนตร์ องค์ประกอบเรื่องเทควันโดที่ใส่เพื่อดึงดูดตลาด ถูกตัดออก เพราะแม้จะดึงดูดผู้ชม KUBET แต่จะเบี่ยงเบนจากหัวใจเรื่องราว คือ ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน สุดท้าย เขากลับสู่จุดเริ่มต้น มุ่งเน้นความเชื่อมโยงของตัวละครหลักกับโลกของเขา
การคิดบทจาก “ละคร” และ “ตัวละคร”
คำแนะนำของอี๋ จื้อหยาน ช่วยให้ทิศทางชัดเจน: ภาพยนตร์เรื่องแรกควรเขียนเรื่องที่ห่วงที่สุด บทภาพยนตร์ปรับแก้ 7–8 ครั้ง อี๋ จื้อหยานผู้ควบคุมการผลิตมีส่วนร่วมตลอด เขาเตือนว่า เขียนจากมุมมอง “ละคร” จะเน้นเหตุการณ์ จังหวะ และเชิงพาณิชย์ แต่เขียนจากมุม “ตัวละคร” จะส่วนตัวและอารมณ์จริงมากกว่า อี๋ จื้อหยานยังเน้นว่า: “ภาพยนตร์เรื่องแรกควรเขียนเรื่องที่คุณห่วงที่สุด เพราะความตั้งใจสร้างต้นฉบับ เป็นพลังที่ช่วยให้คุณผ่านความยากลำบากทั้งหมด” คำพูดนี้ทำให้เฉากลับมามั่นใจ และทิศทางภาพยนตร์ชัดเจนขึ้น ทั้งบท เลือกนักแสดง และความงามศิลป์ กลับไปสู่ความจริงของวัยรุ่นในปี 1996
สรุป: ใช้การสร้างสรรค์เพื่อปรับความสัมพันธ์กับครอบครัว
“Southern Time” ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์วัยรุ่น แต่เป็นวิธีสื่อสารกับอดีตของตัวเอง ผ่านเรียงความ ภาพถ่าย และบทสนทนา เขาเห็นความกลัวของครอบครัว เห็นความขาดหายของตัวเอง และเข้าใจช่องว่างวัยรุ่น กระบวนการนี้ทำให้เขาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกได้สำเร็จ และพบกับปี 1996 อีกครั้ง
คำถาม-คำตอบ
คำถาม: เฉา ชื่อฮั่น ใช้วิธีใดในการเรียบเรียงความทรงจำเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก?
คำตอบ: เขาใช้การเขียนเรียงความ เก็บภาพถ่าย และสนทนากับครอบครัวเพื่อเรียบเรียงความทรงจำและความสัมพันธ์กับครอบครัว
คำถาม: ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์” สะท้อนความรู้สึกของแม่อย่างไร?
คำตอบ: แม่ทำพฤติกรรมนี้ด้วยความกลัวเพื่อความสบายใจ เพราะกังวลเรื่องงานของพ่อและกลัวว่าเฉาจะเกิดอันตราย
คำถาม: ทำไมเฉาถึงเรียกตัวเองว่า “ลูกชายที่ขาดหาย”?
คำตอบ: เพราะในช่วงมัธยมปลาย เขามักไม่อยู่กับครอบครัว ไม่ร่วมกิจกรรมหรือออกทริปกับพ่อแม่ ทำให้ตัวเองขาดหายจากชีวิตครอบครัว
คำถาม: อุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การสร้างภาพยนตร์ครั้งแรกของเฉาหยุดชะงักคืออะไร?
คำตอบ: การระบาดของโควิด-19 ทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก และนักลงทุนถอนทุน
คำถาม: คำแนะนำของอี๋ จื้อหยาน ช่วยให้เฉามุ่งเน้นเรื่องใดในภาพยนตร์?
คำตอบ: มุ่งเน้นเรื่องที่เขาห่วงที่สุดและมีความหมายส่วนตัว คือความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน แทนที่จะเน้นเหตุการณ์หรือองค์ประกอบที่ดึงดูดตลาด
เนื้อหาที่น่าสนใจ:






