1996 ภาค 2 / เฉา ชื่อฮั่น เคยเป็นลูกชายที่ขาดหาย การเรียบเรียงความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์” ทำให้เข้าใจความกลัวของแม่ในที่สุด

สารบัญ

  1. บทนำ
  2. เริ่มจากความทรงจำวัยรุ่นสู่การสร้างสรรค์
  3. ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์”: มาจากความรักของแม่ที่มาพร้อมความกลัว
  4. ช่องว่างในภาพถ่ายเก่า: ตัวเองในวัยรุ่นไม่อยู่บ้าน
  5. โควิด-19 และการถอนทุน: อุปสรรคครั้งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องแรก
  6. การคิดบทจาก “ละคร” และ “ตัวละคร”
  7. สรุป: ใช้การสร้างสรรค์เพื่อปรับความสัมพันธ์กับครอบครัว
  8. คำถาม-คำตอบ

บทนำ

ภาพยนตร์ “Southern Time” ได้เข้าชิงรางวัล Golden Horse Awards สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม การออกแบบศิลป์ และการออกแบบเครื่องแต่งกาย รวมทั้งหมด 3 รางวัล KUBET ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเฉา ชื่อฮั่นที่เป็นแนวเล่าเรื่องชีวิตจริง และยังบรรจุความทรงจำช่วงวัยรุ่นของเขาอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างภาพยนตร์นี้ เขากลับไปยังเกาสงในปี 1996 ค้นหาภาพถ่าย เขียนเรื่องราว และสนทนากับครอบครัว KUBET เพื่อเรียบเรียงความสัมพันธ์และระยะห่างระหว่างเขากับครอบครัวอีกครั้ง

หัวข้อรายละเอียด
ชื่อภาพยนตร์Southern Time
ประเภทภาพยนตร์ยาว เรื่องแรกของผู้กำกับเฉา ชื่อฮั่น
รางวัลและเข้าชิงGolden Horse Awards สาขา:1. ผู้กำกับยอดเยี่ยม2. ออกแบบศิลป์3. ออกแบบเครื่องแต่งกาย
แนวทางการเล่าเรื่องเรื่องราวชีวิตจริง (biographical) และความทรงจำวัยรุ่นของผู้กำกับ
กระบวนการสร้าง– กลับไปยังเกาสงในปี 1996- ค้นหาภาพถ่าย- เขียนเรื่องราว- สนทนากับครอบครัวเพื่อเรียบเรียงความสัมพันธ์และระยะห่าง
จุดเด่น– สะท้อนความทรงจำวัยรุ่นอย่างลึกซึ้ง- ถ่ายทอดความสัมพันธ์ในครอบครัว

เริ่มจากความทรงจำวัยรุ่นสู่การสร้างสรรค์

ในขณะเขียนบทภาพยนตร์ เฉาเริ่มเขียนเรียงความเกี่ยวกับการเติบโตของตัวเอง เพื่อให้ “Southern Time” ใกล้เคียงกับความรู้สึกเดิมที่สุด เฉาเริ่มบันทึกความทรงจำวัยรุ่นในขณะเขียนบท ซึ่งต่อมารวมเล่มเป็นเรียงความ “Long Take” เขากล่าวว่า การเขียนเรื่องราวอดีตไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ KUBET แต่ยังเป็นกระบวนการ “เข้าใจตัวเองอีกครั้ง” ผ่านการเขียน การจัดภาพถ่าย และการสนทนากับครอบครัว KUBET เขาได้เผชิญกับอารมณ์ที่เคยหลีกเลี่ยงในวัยรุ่น และทำให้ตัวละครในภาพยนตร์มีชีวิตและความจริงมากขึ้น

ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์”: มาจากความรักของแม่ที่มาพร้อมความกลัว

ย้อนรำลึกถึงพฤติกรรมแม่ในการ “เผาน้ำมนต์” จึงเข้าใจความวิตกในสมัยนั้น KUBET ในช่วงสร้างสรรค์ภาพยนตร์ เขาเคยพูดถึงเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์” สมัยเด็กกับแม่ แต่แม่กลับจำไม่ได้ เฉากล่าวด้วยอารมณ์ว่า: “ตอนนี้คิดถึงมัน นี่เป็นพฤติกรรมที่มาจากความกลัว แม่กังวลเรื่องงานของพ่อ และกลัวว่าผมจะเกิดอันตราย จึงใช้วิธีไม่เป็นเหตุผลเพื่อให้สบายใจ” กระบวนการเข้าใจครอบครัวอีกครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมเรื่องราวการเติบโตส่วนตัว KUBET แต่ยังทำให้การถ่ายทอดอารมณ์ครอบครัวในภาพยนตร์ลึกซึ้งขึ้น ปี 1996 ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในสังคม ก็สะท้อนลงในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว KUBET

ช่องว่างในภาพถ่ายเก่า: ตัวเองในวัยรุ่นไม่อยู่บ้าน

“ลูกชายที่ขาดหาย” ทำให้เขามองความสัมพันธ์กับพ่อแม่อีกครั้ง เมื่อจัดเรียงภาพถ่ายเก่า เขาพบว่าภาพถ่ายในช่วงมัธยมปลาย KUBET ครอบครัวยังปรากฏอยู่ แต่เขาเองกลับขาดหาย “ตอนนั้นความสัมพันธ์กับครอบครัวไม่ดี ผมแทบไม่ไปเที่ยวกับพ่อแม่เลย” ภาพถ่ายทำให้เขาตระหนักว่า ในวันที่เขาไม่อยู่ พ่อแม่ยังคงใช้ชีวิตแบกรับความกดดัน KUBET และพยายามเดินหน้าต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองความสัมพันธ์กับพ่อแม่จากมุมที่โตขึ้น เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังความขัดแย้ง และใช้สายตาวัยรุ่นมองความรู้สึกที่ไม่ได้ถูกสังเกตในปี 1996

โควิด-19 และการถอนทุน: อุปสรรคครั้งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องแรก

หลังการหยุดถ่ายทำ เขาใช้เวลาสะท้อนและเขียนบทใหม่ โครงการเดิมได้รับเงินสนับสนุนและมีนักลงทุน แต่ก่อนถ่ายทำเกิดโควิด-19 ทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก และนักลงทุนถอนทุน ในช่วงเวลาที่ท้อแท้ เขาเลือกวางงานชั่วคราวและสะท้อนตัวเอง จากนั้นกลับมาสนใจบทภาพยนตร์ องค์ประกอบเรื่องเทควันโดที่ใส่เพื่อดึงดูดตลาด ถูกตัดออก เพราะแม้จะดึงดูดผู้ชม KUBET แต่จะเบี่ยงเบนจากหัวใจเรื่องราว คือ ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน สุดท้าย เขากลับสู่จุดเริ่มต้น มุ่งเน้นความเชื่อมโยงของตัวละครหลักกับโลกของเขา

การคิดบทจาก “ละคร” และ “ตัวละคร”

คำแนะนำของอี๋ จื้อหยาน ช่วยให้ทิศทางชัดเจน: ภาพยนตร์เรื่องแรกควรเขียนเรื่องที่ห่วงที่สุด บทภาพยนตร์ปรับแก้ 7–8 ครั้ง อี๋ จื้อหยานผู้ควบคุมการผลิตมีส่วนร่วมตลอด เขาเตือนว่า เขียนจากมุมมอง “ละคร” จะเน้นเหตุการณ์ จังหวะ และเชิงพาณิชย์ แต่เขียนจากมุม “ตัวละคร” จะส่วนตัวและอารมณ์จริงมากกว่า อี๋ จื้อหยานยังเน้นว่า: “ภาพยนตร์เรื่องแรกควรเขียนเรื่องที่คุณห่วงที่สุด เพราะความตั้งใจสร้างต้นฉบับ เป็นพลังที่ช่วยให้คุณผ่านความยากลำบากทั้งหมด” คำพูดนี้ทำให้เฉากลับมามั่นใจ และทิศทางภาพยนตร์ชัดเจนขึ้น ทั้งบท เลือกนักแสดง และความงามศิลป์ กลับไปสู่ความจริงของวัยรุ่นในปี 1996

สรุป: ใช้การสร้างสรรค์เพื่อปรับความสัมพันธ์กับครอบครัว

“Southern Time” ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์วัยรุ่น แต่เป็นวิธีสื่อสารกับอดีตของตัวเอง ผ่านเรียงความ ภาพถ่าย และบทสนทนา เขาเห็นความกลัวของครอบครัว เห็นความขาดหายของตัวเอง และเข้าใจช่องว่างวัยรุ่น กระบวนการนี้ทำให้เขาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกได้สำเร็จ และพบกับปี 1996 อีกครั้ง

คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เฉา ชื่อฮั่น ใช้วิธีใดในการเรียบเรียงความทรงจำเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก?
คำตอบ: เขาใช้การเขียนเรียงความ เก็บภาพถ่าย และสนทนากับครอบครัวเพื่อเรียบเรียงความทรงจำและความสัมพันธ์กับครอบครัว

คำถาม: ความทรงจำเรื่อง “ดื่มน้ำมนต์” สะท้อนความรู้สึกของแม่อย่างไร?
คำตอบ: แม่ทำพฤติกรรมนี้ด้วยความกลัวเพื่อความสบายใจ เพราะกังวลเรื่องงานของพ่อและกลัวว่าเฉาจะเกิดอันตราย

คำถาม: ทำไมเฉาถึงเรียกตัวเองว่า “ลูกชายที่ขาดหาย”?
คำตอบ: เพราะในช่วงมัธยมปลาย เขามักไม่อยู่กับครอบครัว ไม่ร่วมกิจกรรมหรือออกทริปกับพ่อแม่ ทำให้ตัวเองขาดหายจากชีวิตครอบครัว

คำถาม: อุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การสร้างภาพยนตร์ครั้งแรกของเฉาหยุดชะงักคืออะไร?
คำตอบ: การระบาดของโควิด-19 ทำให้การถ่ายทำหยุดชะงัก และนักลงทุนถอนทุน

คำถาม: คำแนะนำของอี๋ จื้อหยาน ช่วยให้เฉามุ่งเน้นเรื่องใดในภาพยนตร์?
คำตอบ: มุ่งเน้นเรื่องที่เขาห่วงที่สุดและมีความหมายส่วนตัว คือความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน แทนที่จะเน้นเหตุการณ์หรือองค์ประกอบที่ดึงดูดตลาด



เนื้อหาที่น่าสนใจ:

More Articles & Posts